การบริหารทรัพย์สินในประเทศไทย
แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะมีขึ้นมีลงหรือ “บูม” บ้าง “ฟุบ” มั่งสลับกันไปตามสภาวการณ์ ซึ่งเป็นตัวชี้นำตลาดสินค้าทุก ๆ ประเภท แต่หากเปรียบเทียบสถิติการเจริญเติบโตของธุรกิจนี้แล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจำนวนบ้าน และจำนวนอาคารทั้งประเภทที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย ใช้เพื่อการพาณิชย์และใช้เป็นสำนักงานมีปริมาณเพิ่ม สูงขึ้นทุก ๆ ปีพร้อม ๆ ไปกับการเกิดขึ้นของวัตถุทั้งในรูปแบบของบ้านจัดสรร ออฟฟิศสำนักงาน และคอนโดมิเนียมประเภทต่าง ๆ ความจำเป็นในการ “บริหารชุมชน” ก็เกิดตามติดเสมือนหนึ่งเป็น“เงา” นับตั้งแต่โครงการนั้น ก่อสร้างแล้วเสร็จ
ระยะแรก ๆ งานบริหารชุมชนมีความจำเป็นเฉพาะองค์กรของภาครัฐหน่วยงานแรกที่มีแผนกและฝ่ายนี้ก็คือ “การเคหะแห่งชาติ” โดยมีหน้าที่ดูแลและบริหารแฟลตในย่านชุมชนต่างๆ อย่างเช่น คลองเตย ดินแดงและคลองจั่น ซึ่งใช้ชื่อเรียกกันในภาษาราชการว่า “สำนักงานดูแลเคหะชุมชน” อันมีหัวหน้าระดับซี ๖ - ๗ เป็นผู้บังคับบัญชา โดยมีผู้ช่วยและมีพนักงานฝ่ายและแผนกต่าง ๆ อีกสองสามตำแหน่ง อาทิ พนักงานจัดการทรัพย์สิน พนักงานการเงิน ช่าง และธุรการ ฯลฯ รวมกันแล้วแต่ละชุมชนจะมีเจ้าหน้าที่ประมาณ ๒๐ - ๔๐ คน
งานดูแลเคหะชุมชนแห่งชาตินั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ เมื่อคราวรับโอนแฟลตต่าง ๆ มาจากกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “ต้นแบบ” และเป็นแรงผลักดันให้ภาครัฐประกาศใช้กฎหมาย “อาคารชุด” ขึ้นในประเทศไทยเป็นผลสำเร็จในปี ๒๕๒๒
สำหรับภาคเอกชนในยุคนั้นยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดให้ความสนใจประกอบกิจการด้าน “บริหารชุมชน” อย่างจริงจัง จะมีบ้างก็เพียงประปรายไม่เป็นกิจลักษณะ โดยมอบหมายให้พนักงานในสายงานควบคุมการก่อสร้างเป็นฝ่ายดูแลรับผิดชอบ
แต่นับเนื่องจากที่รัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติอาคารชุด เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ผู้ประกอบการพัฒนา ที่อยู่อาศัย จึงเริ่มหันมาลงทุนก่อสร้างคอนโดมิเนียมขึ้นในเมืองไทย “ธุรกิจบริหารชุมชน” ก็เริ่มมีผู้สนใจลงทุนประกอบกิจการเป็นรูปร่างอย่างจริงจังเมื่อปลายปี ๒๕๒๔ ต่อเนื่องต้นปี ๒๕๒๕ เหตุเพราะช่วงนั้นเริ่มมีอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมก่อสร้างแล้วเสร็จ และทยอยนำไปจดทะเบียนเป็นระยะ ๆ
การบริหารชุมชนในยุคดังกล่าวจึงเริ่มจากความจำเป็นทางด้านกฎหมายที่กำหนดให้มี “ผู้จัดการ” พร้อม ๆ กับการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุด
อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยนั้นยังไม่คอยมีใครให้ความสนใจสักเท่าไร เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนไทยจึงมีผู้นิยมใช้บริการในวงแคบ ๆ เฉพาะผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมเท่านั้น
บริษัทที่ประกาศรับงานบริหารในช่วงนั้นจึงมีเพียงของคนไทยเพียง ๒ - ๓ ราย ที่แตกแขนงออกมาจากการทำงานให้กับกลุ่มในเครือของตนเองมาก่อน และเมื่อมีประสบการณ์แกร่งกล้าขึ้นจึงขันอาสาบริหารให้กับโครงการทั่ว ๆ ไปด้วย
ลุถึงปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เริ่มเข้าสู่ “ยุคบูม” อีกครั้ง จึงมีผู้ลงทุนสร้างอาคารชุดเพิ่มขึ้นมากมาย โดยขยายจากย่านใจกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นสีลม สาธรและแถว ๆ ต้นถนนสุขุมวิท ออกสู่ถนนสายหลักอื่น ๆ อย่างเช่น เพชรบุรี รัชดาภิเษกและวิภาวดีรังสิต แผ่ขยายออกสู่ชานเมืองรอบ ๆ ปริมณฑล กรุงเทพมหานคร
นอกจากนั้น จังหวัดใหญ่ ๆ และแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมไปพักผ่อน อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ระยอง หัวหินและชะอำ ก็มีผู้ประกอบการลงทุนสร้างอาคารชุดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หากดูสถิติเกิดขึ้นของคอนโดมิเนียมนับตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ขณะนั้นมีการลงทุนเพียง ๗ โครงการ โดยแยกเป็นของกรุงเทพมหานครเสีย ๖ ต่างจังหวัดอีก ๑
ช่วงระหว่างปี ๒๕๒๖ อาคารชุดได้มีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้นทุกปี จาก ๙ เป็น ๒๗ โครงการ แต่พอหลังจากนั้นสถิติเริ่มตกลงมาอีกครั้ง เพราะเป็นช่วง “ฟุบ” ผลพวงเนื่องมาจากเศรษฐกิจตกต่ำ น้ำมันแพงและอัตราดอกเบี้ยสูงที่มีผลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖
หลังจากผ่านพ้นมรสุมช่วงวิกฤติการณ์ นักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างก็ประกาศเปิดโครงการกันยกใหญ่ อาคารชุดจึงเริ่มขยายตัวอีกครั้งสูงขึ้นทุกปี จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2541 มีอาคารชุดจำนวนถึง 2,784 ราย รวมมีห้องชุดโดยประมาณ / มากกว่า 500,000.00 ยูนิต
การเกิดขึ้นของอาคารชุดอย่างรวดเร็ว จึงมีธุรกิจบริหารการจัดการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ไม่เฉพาะแต่บริษัทของคนไทยเท่านั้น บริษัทข้ามชาติที่ทำธุรกิจทางนี้มาก่อน ในบ้านเมืองเขาก็แห่กันมาประกอบกิจการในบ้านเราหลายรายปัจจุบันนี้หากตัดรายที่บริหารประเภทบุคคลออกไป เหลือแต่ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลหรือเป็นรูปบริษัทเท่าที่เปิดเผย และสำรวจได้มีจำนวน ๗๗ ราย
เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนการเติบโตทางด้านวัตถุหรืออาคารที่ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวันแล้ว กอร์ปกับนิติบุคคลบ้านจัดสรรกำลังจะมีผลบังคับใช้ เชื่อว่าในอนาคตไม่นานนี้จะมีผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้เกิดเพิ่มขึ้น อีกหลายสิบบริษัทอีกแน่นอน สำหรับอาคารที่จดทะเบียนเป็นคอนโดมิเนียมเรียบร้อยแล้ว ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการว่าจ้างให้บริษัทบริหารมืออาชีพเข้าไปดำเนินการน้อยมาก คือประมาณร้อยละ ๑๐ ของจำนวนโครงการที่มีอยู่ในขณะนี้เท่านั้น และจำนวนที่ว่านับเฉพาะอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมเพียงอย่างเดียว ส่วนอาคารและชุมชนประเภทอื่น อาทิอาคารสำนักงานให้เช่า อพาร์ทเม้นท์และบ้านจัดสรรไม่ได้นับรวมไปด้วย
ความจำเป็นในการบริหารชุมชนอาคารชุด
หากจะกล่าวถึงความจำเป็นในการบริหารหลังการขาย ไม่ว่าจะเป็น “คอนโดมิเนียม” หรือ “บ้านจัดสรร” รวมถึงอาคารประเภทอื่น ๆ อย่างเช่น “สำนักงาน” และ “อพาร์ทเม้นท์” เชื่อว่าปัจจุบันนี้ทั้งภาครัฐทั้งผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้บริโภคคงจะประจักษ์ถึงภาระหน้าที่ และความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะนอกเหนือจากการเข้ามาช่วยเหลือภาครัฐในการดูแลบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันแล้ว ผู้บริหารชุมชนยังทำหน้าที่เสมือนหนึ่งผู้ใหญ่บ้านหรือนายอำเภอ และผู้ว่าฯ ในการปกครองดูแลและตัดสินความต่าง ๆอีกทั้งยังเป็นตัวแทนของผู้อยู่อาศัยกำนันในชุมชนที่ในการรณรงค์ เพื่อให้มีความปลอดภัยและรักษาความสะอาด อันเป็นรากฐานในการยกระดับ “คุณภาพ” ของสังคมอันส่งผลให้เกิด “คุณภาพชีวิต” ที่ดีต่อไป
สำหรับหน้าที่รับผิดชอบของผู้จัดการนิติบุคคลในฐานะเป็น “ผู้บริหารชุมชนอาคารชุด” นั้น มีหน้าที่หลัก ๆ ดังต่อไปนี้
ปัญหาในการอยู่อาศัยในชุมชน
ปัจจุบันการอยู่อาศัยในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นแฟลตประเภทเช่าซื้อของการเคหะแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น อพาร์ตเม้นท์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรรและไม่ว่าจะเป็นอาคารชุดต่าง ๆ ก็มีปัญหามากบ้างน้อยบ้างตามประเภทของชุมชนนั้น ซึ่งพอจะแบ่งแยกได้ดังนี้
ประเภท “แฟลตเช่าซื้อ” ปัญหาจะเกิดขึ้นในเรื่อง
ประเภท “บ้านจัดสรร” แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 เจ้าของโครงการยังมีผลประโยชน์ต่อเนื่อง ปัญหาจะเกิดในเรื่องต่อไปนี้
กลุ่มที่ 2 เจ้าของโครงการไม่มีผลประโยชน์และละทิ้งไม่ดูแล ปัญหาจะเกิดในเรื่องต่อไปนี้
ประเภท “คอนโดมเนียม” แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มราคาถูก / ชานเมือง ปัญหาจะเกิดในเรื่องต่อไปนี้
กลุ่มราคาสูง / กลางเมือง ปัญหาจะเกิดในเรื่องต่อไปนี้
ปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารชุมชนประเภทอาคารชุดนั้น ตลอดเวลา 10 ปีเศษ ที่มีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นในเมืองไทย ภายใต้ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 นั้น แม้ปัญหาจะลดลงได้ระดับหนึ่งแต่ก็ยังมีเรื่องที่จะต้องทำการปรับปรุงแก้ไขอีกหลายประการ
ข้อเสนอแนะในการพัฒนาการบริหารชุมชน
จากการเกิดขึ้นของโครงการประเภทต่าง ๆ ทั้งบ้านจัดสรร อาคารชุด และอาคารสำนักงานที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน และจากปัญหาที่เกิดขึ้นของที่อยู่อาศัย คงจะถึงเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้ามาช่วยกันปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูให้ชุมชนและสังคมมี “คุณภาพ” ที่ดี ซึ่งในขณะนี้ทางด้านผู้ประกอบการบริหารอาคารชุดได้ริเริ่มดำเนินการ โดยจัดตั้งเป็น “สมาคมนักบริหารชุมชน” และเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ตรงกับวิชาชีพเป็น “สมาคมบริหารทรัพย์สิน” โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อ
แต่แค่นี้ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาที่สร้างสมมานาน หากจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นภาครัฐ อย่างเช่น กรมที่ดิน ควรจะให้ความสนใจในการประชาสัมพันธ์กับผู้บริโภคอย่างเอาจริงเอาจัง รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในประเด็นหลัก ๆ เพื่อให้ “สอดคล้อง” กับสภาพความเป็นจริงใน ๓ เรื่องใหญ่ต่อไปนี้
สำหรับหลักการที่จะให้การรับรองว่าเป็นนักบริหารชุมชน “มืออาชีพ” ได้นั้น จะต้องเพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติ ๕ ประการ คือ
ความเป็นมาของ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
ความเป็นมาของสมาคมบริหารทรัพย์สินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าจะว่าไปต้องย้อนหลังไปประมาณ ๒๐ ปี โดยเริ่มจากช่วงนั้น มีกฎหมายอาคารชุดเกิดขึ้นในประเทศไทย ปี ๒๕๒๒ มีผู้ประกอบการเริ่มมีการก่อสร้างคอนโดมิเนียม การดูแลคอนโดมิเนียมต้องมีผู้บริหาร ในยุคปี ๒๕๒๔ เริ่มมีผู้สนใจเข้าสู่อาชีพบริหารทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
เมื่อมีผู้บริหาร หรือมีผู้ที่มาสู่อาชีพนี้ ก็เริ่มมีการพบปะสังสรรค์พูดคุยกันว่าในประเทศไทยเรานั้นยังหาผู้มีความรู้ทางด้านนี้ยาก ประกอบกับทางสถาบันการศึกษาก็ไม่มีการเรียนการสอนทางด้านนี้ จึงได้นัดพบปะสังสรรค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละคนก็เลยกลายเป็นชมรมขึ้นมาเรียกว่า “ชมรมนักบริหารอาคารชุด” ตั้งอยู่ที่ บริษัท BUSINESS INTERNATIONAL จำกัด _(BIC) มีผู้ก่อตั้งชมรมประมาณ ๑๐ กว่าท่าน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะนั้นมีคอนโดมีเนียมที่ต่างจังหวัดด้วยคือ ที่ พัทยา และชะอำ ที่ชะอำ มีคอนโดมีเนียมบ้างแต่น้อย ก็มีการรวมตัวกัน ๑๐ กว่าท่าน พบปะกันทุกเดือนและมีความคิดต่อไปในช่วงนั้น ประมาณปี ๒๕๒๗ ว่าน่าจะก่อตั้งองค์กรที่ชัดเจนต่อไปนั่นก็คือสมาคม ฯ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น จึงได้มีการพบปะสังสรรค์ต่อไปอีกหลายปี
มาถึงยุคหนึ่งซึ่งเป็นฝันของของชมรมนี้เริ่มมีผลเกิดเป็นรูปธรรม ได้มีผู้เข้ามาในแวดวงนี้อีก 3 ท่านซึ่งทำให้สมาคมฯ ก่อตั้งได้
บุคคลที่ ๑ คุณสมภพ โสมาภา ซึ่งเป็นผู้ที่คลุกคลีกับชมรมนักบริหารอาคารชุดมาก่อน ประกอบกับ คุณสมภพ ทำงานอยู่กับการเคหะแห่งชาติในขณะนั้น ก็เห็นว่างานของการเคหะ ฯ คล้าย ๆ กับงานของชมรม นักบริหารอาคารชุดที่ก่อตั้งอยู่ จึงเป็นผู้คิดขึ้นมาเป็นท่านแรกว่าต้องมีสมาคม ฯ ให้ได้ โดยคุณสมภพ เป็นผู้หา สถานที่ ให้เหมาะสมกับงานสมาคม ฯ จึงได้สถานที่เป็นโรงเรียนสอนภาษาแถวบางกะปิ แต่ก็ยังอยู่ในระดับหนึ่งเพราะการจดทะเบียนสมาคมฯ ต้องใช้เงินในการจัดตั้ง
บุคคลที่ ๒ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และทำให้สมาคมฯ ก่อตั้งสำเร็จ คือคุณประยูร ดำรงชิตานนท์ ได้ให้การสนับสนุนทางด้านทุนทรัพย์ ซึ่งคณะกรรมการสมาคมฯ หลายท่านไม่สามารถให้การสนับสนุนได้เนื่องจากต้องใช้ ค่าใช้จ่ายจำนวนมากประกอบด้วยค่าทนาย ค่าเอกสาร และค่าใช้จ่ายที่เปิดเผยและไม่สามารถเปิดเผยได้
บุคคลที่ ๓ คุณนคร มุธุศรี เป็นผู้ที่ เข้ามารับอาสาที่จะทำหน้าที่เป็นแกนนำในการจัดตั้ง ตั้งแต่เตรียมข้อบังคับ และเรื่องของการจัดหาที่ตั้งของสมาคมฯ ในยุคแรก และการจัดหาคณะกรรมการสมาคมฯ ในการจดทะเบียน
ประมาณปี ๒๕๓๕ - ๒๕๓๖ ยื่นจดทะเบียนแต่กว่าจะคลอดออกมาใช้เวลานานมาก จนถึงหน่วยสุดท้าย ของรัฐ คือ กรมตำรวจ ได้ออกใบอนุญาตให้ตกประมาณ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๘ ก็ได้รับอนุญาตจากกรมตำรวจให้เป็นสมาคมฯ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มจดทะเบียน คือปี ๒๕๓๖ จนถึงได้รับใบอนุญาตปี ๒๕๓๘ ตอนนั้นเราถือว่าเป็นสมาคมฯ แล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เราก็ถือว่าสมาคมฯ เป็นรูปเป็นร่าง ขาดแต่ตัวบทกฎหมาย เพราะฉะนั้น ทางคณะกรรมการก็เริ่มประชุม และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วง ๒ ปี ก่อน ได้รับใบอนุญาต ภายหลังได้รับใบอนุญาต สมาคมฯ ก็ทำงานมากขึ้น โดยมีกิจกรรมมากยิ่งขึ้น อาจจะเป็นเพราะในช่วงนั้นธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์กำลังบูมก็ได้ บูมจนถึงขั้นจะตกด้วยซ้ำ แต่ว่ามีคอนโดมิเนียม และอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ก็ยังไม่ค่อยชัดเจนหลายเรื่องหลายราว คณะกรรมการสมาคมฯ ในช่วงก่อนได้รับใบอนุญาตถูกต้องก็ทำหน้าที่หลายเรื่อง ซึ่งปรากฏอยู่ในรายงานผลงานของสมาคม ฯ นั้นคือความเป็นมาแบบย่อ ๆ ของสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือว่าเป็นผลงานที่ผู้ที่อยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งผู้บริโภคที่อยู่อาศัยให้การยอมรับ ยิ่งโดยเฉพาะผู้ที่ซื้อคอนโดมิเนียมด้วยแล้วก็จะรู้จักชื่อเสียงของสมาคม ฯ และชื่นชอบ นั่นคือเรื่องการต่อสู้เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคอนโดมิเนียม นั่นคือรัฐได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้ซื้อคอนโดมิเนียม ในส่วนของเงินกองทุน และค่าใช้จ่ายส่วนกลางทุกปี ทางคณะกรรมการสมาคมฯ ได้ยื่นขอผ่อนผันกับทางกรมสรรพากร ว่าไม่ควรที่จะเรียกเก็บ แต่กว่าที่จะยื้อกันได้ กว่าที่ทางสรรพากร กระทรวงการคลัง จะลดให้ ได้ใช้เวลาประมาณ ๕ ปี คือ ปี ๒๕๓๕ จนเกือบปี ๒๕๔๐ จนได้รับความยินยอมจากกระทรวงการคลังยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผู้ซื้อคอนโดมิเนียม ซึ่งผลพวงจากการยกเลิกได้โยงมาถึงบ้านจัดสรรด้วย เพราะใน พรบ. บ้านจัดสรรที่ดินเกี่ยวกับนิติบุคคลบ้านจัดสรร มีการกำหนดในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้รับงดเว้นตามไปด้วย ถือว่าทำเรื่องเดียวแต่ได้รับผลพวงถึง ๒ เรื่อง
การขอลดค่าน้ำประปา
การขอลดค่าน้ำประปาให้กับผู้ซื้อคอนโดมิเนียม ค่าน้ำประปาโดยปกติ ทางการประปาจะจัดเก็บค่าน้ำประปากับผู้ที่อยู่อาศัยในอาคารสูงไม่เหมือนกับบ้านจัดสรร บ้านที่อยู่พื้นราบ คือของคอนโดมิเนียมนั้น ทางการประปาจะติดตั้งมิเตอร์ให้ตัวเดียว คือตัวใหญ่ซึ่งถ้าเกิน ๒๐๐ หน่วย ขึ้นไปจะคิดอัตราค่อนข้างสูง โดยคิดหน่วยละ ประมาณ ๑๖ บาทกว่า ๆ ในขณะที่เป็นบ้านพื้นราบจะจัดเก็บอัตราหน่วยละประมาณ หน่วยละ ๗ - ๘ บาท เท่านั้น มีผลต่างมาก ทางคณะกรรมการสมาคมฯ ได้ต่อสู้เรื่องนี้ยาวนานมากกว่าเรื่องการต่อสู้เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเริ่มตั้งแต่เป็นชมรมก่อนก่อตั้งเป็นสมาคมฯ จนถึงก่อตั้งเป็นสมาคมฯ ที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วประมาณ ปี ๒๕๔๓ ถึงจะได้รับการผ่อนผันจากการประปาให้ลดค่าน้ำของคอนโดมิเนียมลงมาส่วนหนึ่งก็ยังไม่เป็นธรรมเท่าไรแต่ก็ถือว่าได้รับความกรุณาจากการประปา ซึ่งผลพวงมาจากการต่อสู้ของสมาคมฯ ก็คือลดจากค่าน้ำจากหน่วยละประมาณ ๑๖ บาทกว่า ๆ ให้เหลือหน่วยละ ๑๐.๕๐ บาท ที่กล่าวคำว่าลดลงมาส่วนหนึ่งหมายความว่าจริง ๆ แล้วน่าจะเท่ากับราคาการจัดเก็บของบ้านพื้นราบ หน่วยละราคา ๘.๕๐ บาท ในขณะนั้น แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกันแล้วก็ยังดีขึ้นกว่าเดิม จากหน่วยละ ๑๖ บาทกว่า ๆ นั่นก็เป็นผลงานอีกชิ้นที่ถือว่าสำคัญที่ผู้อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสื่อมวลชน และผู้ซื้อคอนโดมิเนียม ซึ่งถือว่าสมาคมฯ ได้ต่อสู้เป็นผลสำเร็จ
เรื่อง พรบ. จัดสรรที่ดิน
ได้มีการต่อสู้โดยหลายองค์กร ในเรื่องนี้มายาวนานมาก สมาคมฯ ก็เป็นหนึ่งในองค์กรที่ต่อสู้ หรือผลักดันในเรื่องนี้ให้มีการยกร่างกฎหมายเพื่อจะไปใช้แทน ปว. ๒๘๖ และที่สำคัญก็คือในกฎหมายฉบับใหม่นั้นได้มีการขอให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องทางกรมที่ดิน และกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งสภาผู้แทนราษฎร ได้บรรจุ เรื่องนิติบุคคลบ้านจัดสรรไว้ด้วย ในเรื่องนี้ สมาคมฯ ได้ต่อสู้และผลักดัน โดยการจัดเสวนา และกิจกรรมต่าง ๆ ในเรื่องนี้หลายครั้งมาก และคณะกรรมการของสมาคมฯ หลายท่านก็ลงแรงยกร่างกฎหมายนิติบุคคลบ้านจัดสรรขึ้นมาเอง ตั้งแต่ยกร่างกฎหมายครบทุกมาตราประมาณ ๖๐ กว่ามาตรา ยื่นต่อกระทรวงมหาดไทยและถูกขอร้องจากกระทรวงมหาดไทย และจากกรมที่ดินว่าให้ตัดทอนลงมาเรื่อย ๆ หลายครั้งหลายหน และท้ายสุดได้มีการตราไว้ประมาณ ๔ - ๕ มาตรา และได้มีการผลักดันจนกฎหมายฉบับนี้คลอดออกมาปี ๒๕๔๓ ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ทางสมาคมฯ ได้พยายามทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง
การจัดหลักสูตรฝึกอบรม
การจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้กับผู้ที่อยู่ในแวดวงการดูแล แวดวงอาชีพ การบริหารทรัพย์สิน ทั้งประเภทคอนโด-มิเนียม ประเภทอาคารสำนักงาน และประเภทบ้านจัดสรร มายาวนานหลายปี โดยผลักดันให้มีการอบรมในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งในส่วนของสมาคมฯ ที่จัดทำด้วยตัวเอง และในส่วนของสถาบันการศึกษา เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ซึ่งคณะกรรมการสมาคมฯ ได้เข้าไปพบประพูดจาเพื่อขอให้บรรจุหลักสูตร อบรมระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และได้มีการอบรมในเรื่องนี้มาเป็นระยะ ๆ แต่ก็ยังไม่ต่อเนื่อง เป็นเหตุเพราะสถาบันการศึกษา ที่ได้รับหลักสูตรฝึกอบรมไว้ก็ยังไปแปะหลักสูตรนี้ไว้แค่ชั่วคราว หรือในตัวสถาบัน บางองค์กร ก็มีการจัดหลักสูตรอสังหาริมทรัพย์ในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท เพียงแต่เอาเรื่องการบริหารทรัพย์สินไปบรรจุไว้ในชั่วโมงการสอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ทำให้ผู้ที่มีอาชีพในด้านการบริหารทรัพย์สินก็ยังไม่มีสถาบันที่ให้ความรู้อย่างจริงจัง ในระยะการผลักดันอยู่เรื่อย ๆ ผลงานตรงนี้อาจจะมองว่าสำเร็จบางส่วนคล้าย ๆ ผลงานเรื่องการขอลดค่าน้ำประปา
การจัดสัมมนา และกิจกรรมต่าง ๆ
การจัดสัมมนา และกิจกรรมต่าง ๆ ถือว่าทางสมาคมฯ มีส่วนช่วยในการแจ้งข่าวสาร หรือให้ความรู้กับผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้เป็นระยะ ๆ และสมาคมฯ ก็จัดงานทางด้านนี้มามากตามรายงานผลงานของสมาคมฯ ถือว่าเป็นผลงานที่สื่อมวลชนให้การยอมรับกับสมาคมฯ โดยตลอดมา ทางสมาคมบริหารทรัพย์สินอาจจะมีข้อด้อย เรื่องของเงินทุนในการบริหารการจัดการสมาคมฯ ซึ่งเมื่อเทียบกับสมาคมผู้ประกอบการ เช่น สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมบ้านจัดสรร ซึ่งสมาคมเหล่านั้นสามาถที่จะหารายได้จากการจัดกิจกรรมขายบ้านหรือการขายอสังหาริมทรัพย์ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ฯลฯ มีรายได้ค่อนข้างมาก แต่สมาคมบริหารทรัพย์สินไม่สามารถหารายได้อย่างนี้ได้บ่อยนัก มีเป็นบางครั้งบางคราวที่จัดงานมหกรรมขายสินค้า และได้รับจากคณะกรรมการของสมาคมฯ เองเป็นผู้สนับสนุนในการจัดประชุม การจัดกิจกรรมและอาหารในการเลี้ยงรับรองต่าง ๆ
ผลงานด้านการเขียนบทความ
ผลงานอีกด้านซึ่งมาจากกรรมการสมาคมฯ บางท่านที่มีความชอบในการเขียนบทความ ซึ่งมีหลายท่านเช่น คุณนิวัติ ลมุนพันธ์ คุณรังสรรค์ นันทกาวงค์ และคุณนคร มุธุศรี ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่เขียนบทความเน้นทางด้านวิชาชีพของการบริหารทรัพย์สินใสระยะเวลาประมาณ ๑๐ กว่าปี นับเป็นพันกว่าเรื่อง การผลิตหนังสือเกี่ยวกับการบริหารทรัพย์สิน เรื่องการตอบปัญหา ประมวลกฎหมาย หรือเรื่องเอกสารที่จะใช้ประกอบการบรรยายแต่ละครั้งแต่ละหน หนังสือนี้มีประมาณนับสิบเล่ม เช่น ไขปัญหาคอนโด ๒ เล่ม คู่มือกฎหมาย ๑ เล่ม คู่มือภาษีมูลค่าเพิ่ม ๑ เล่ม หลักสูตรในการฝึกอบรม รวมเป็นเล่มประมาณ ๓ – ๔ เล่ม แต่ว่าเอกสารทางวิชาการเหล่านี้ค่อนข้างกระจัดกระจาย แต่ในยุคหลัง ๆ ก็ได้มีการเก็บเอกสารและผลงานของสมาคมฯ ค่อนข้างดี เช่น บอร์ด ภาพถ่าย หรือการจัดเก็บสัญญาดีขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับทางสมาคมฯ มีผู้จัดการเข้ามาทำหน้าที่ แบ่งเบาภาระกิจของนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการ ซึ่งต่อจากนี้ไป คณะกรรมการ สมาชิกสมาคมฯ หรือผู้ที่สนใจทั่วไป ที่ต้องการทราบข่าวสาร หรือมีข้อสงสัยต่าง ๆ สามารถสอบถามได้ ซึ่งขณะนี้มีพอสมควร อีก ๑๐ ปีข้างหน้า สมาคมบริหารทรัพย์สินคงเป็นเสาหลักให้กับผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์ได้อีกองค์กรหนึ่ง
องค์กรสมาคมฯ ที่มีวิชาชีพคล้าย ๆ กับสมาคมบริหารทรัพย์สินเป็นของต่างประเทศ จริง ๆ แล้วในต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศมีสมาคมฯ ในรูปแบบนี้มานานมากอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาก็มีสมาคมบริหารทรัพย์สินเกิดขึ้นมาประมาณ ๑๐๐ ปี และในต่างประเทศเช่นกันวิชาชีพบริหารทรัพย์สินมีหลักสูตรที่สอนเฉพาะ เช่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง อเมริกา ยุโรป โดยใช้เวลาเรียนถึง ๓ ปี จบแล้วจะได้รับใบอนุญาตเป็นผู้บริหารทรัพย์สินได้ เช่น ฮ่องกงก็จะกำหนดชัดเจนว่าผู้ที่จะไปบริหารทรัพย์สินต้องมีประกาศนียบัตรทางด้านนี้ และยังเพิ่มอีกข้อหนึ่งว่าต้องสังกัด องค์กร คือสังกัดบริษัทเท่านั้นจึงจะบริหารได้ เป็นเอกชนก็ยังไม่ยอมให้บริหารด้วยซ้ำไป แต่อย่างไรก็ตามในบ้านเราก็คงมีการพัฒนาวิชาชีพบริหารทรัพย์สิน โดยสมาคมฯ จะเป็นแกนนำในการผลักดันให้เกิดใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพ หรือเกิดหลักสูตรในการบริหารทรัพย์สินเหมือนต่างประเทศต่อไป
เป้าหมายและผลงานของ สมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย